|
ในยุคที่คนอยากเป็นผู้บริหารหรืออยากเป็นผู้นำ หลายคนพยายามที่จะทำงานให้เสร็จ โดยไม่สนว่าใครเป็นคนทำ ขอให้บรรลุเป้าหมายก็พอ เรียกว่า Objective Orient หรือ Management by Objective เรื่องนั้นไม่เป็นไรหากคุณมีคนทำให้ตลอดไป คุณอาจไม่ต้องสนใจว่ามันทำอย่างไร แต่ที่ผมกำลังจะพูดถึงคือคนที่ต้องทำงานด้วยมือ และต้องทำให้สำเร็จด้วยตัวเอง ไม่มีใครให้ใช้หรือกินแรงได้ หลายคนทำงานหลังขดหลังแข็งให้งานเสร็จ เสร็จงานก็ดีใจ แต่ไม่เคยสนใจว่าวิธีการทำงานของตนนั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วหรือยัง ขอให้เสร็จก็ใช้ได้ จะ Manual หรือจะต้องทำงานลำบากอย่างไรก็ไม่ว่า ไม่เคยสนใจศึกษาว่ามันมีวิธีที่สะดวกกว่าหรือเปล่า ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากงานที่ทำ
หลายคนพิมพ์งานมานาน แต่ก็ไม่เคยคิดจะเรียนพิมพ์สัมผัสให้ถูกต้อง จะได้พิมพ์ได้ไม่เมื่อย ได้งานเร็วกว่าและถูกต้องด้วย ผมเคยเห็นเพื่อนพิมพ์งานใน Excel เป็นพันๆ Record โดยไม่เรียนรู้การใส่สูตร หรือการใช้ Macro มาลดงานซ้ำซากเหล่านั้น เวลาที่ผมบอกเขาเขาก็บอกว่างานเขายุ่งมาก ไม่มีเวลาเรียน ต้องรีบทำงานให้เสร็จ เหมือนกับบอกคนกำลังจะจมน้ำให้หัดว่ายน้ำ แต่ผมคิดว่าหากเขายอมให้งานเสร็จช้าลง และหันมาหนทางที่ฉลาดกว่า อาจเสียเวลาเรียนบ้างก็ไม่เป็นไร หาใครมาสอนก็ได้ เขาจะได้ทั้งงานและความสามารถในการทำงานนั้นๆได้เร็วขึ้น งานที่ว่ามากก็จะน้อยลง เป็นที่ยืนยันมาแล้วว่าการเรียนแล้วได้ประยุกต์ในทันทีจะช่วยให้จำง่ายขึ้น และไม่ลืม หากคุณต้องทำงานอะไรก็แล้วแต่ ยอมเสียเวลามาศึกษาเกี่ยวกับงานที่ทำบ้าง หาทางทำที่ฉลาดกว่า จะเป็นการสร้างสมดุลย์ของผลงาน และการพัฒนาความสามารถ ผมเวลาต้องทำงานอะไรใหม่ ก็จะหาซื้อหนังสือมาอ่าน แต่สมัยนี้หากต้องทำงานอะไรใหม่ ผมจะทำการ Google เสียหน่อยให้ได้ความรู้เรื่องงานนั้นติดตัวมากขึ้น ซึ่งสะดวกกว่าเมื่อก่อนมาก ผมอยากขอร้องให้คุณยอมทำงานช้าลงบ้าง เสียเวลาเรียนจาก Google ก็ยังดี ว่างานที่คุณทำเกี่ยวกับอะไร มีวิธีที่ฉลาดๆในการทำหรือไม่ ยิ่งคุณทำงานมากคุณจะยิ่งเก่งมากขึ้นครับ เรียกว่างานสอนคน หรือคนมีประสพการณ์ คือทำได้ดีกว่าคนอื่น ไม่เช่นนั้นก็ได้แต่ทำแบบโง่ๆ จะเรียกว่ามีประสพการณ์ได้อย่างไร เรียกว่าขายแรงงานแลกเงิน หรือแก่แต่อายุไม่มีประสพการณ์อะไรเพิ่มขึ้นจากงานที่ทำไปแล้วเลย |